pass : http://adf.ly/3lNYf
Ok Na Enamine
วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
รับมือน้ำท่วม
หลังจากที่ห่างหายไปนานนับหลายวัน ก็เนื่องจากต้องมีชีวิตอยู่อาศัยท่ามกลางน้ำท่วมขัง แล้วเริ่มส่งกลิ่นมากขึ้นๆในทุกๆวัน ก็ต้องเตรียมรับมือกับมันแล้วก็ต้องปรับสภาพชีวิตตัวเองในหลายๆเรื่องมากมาย แต่ก็ยังแอบโชคดีกว่าผู้ประสบภัยท่านอื่นๆอยู่บ้างที่ไม่ต้องย้ายหรืออพยพออกจากพื้นที่ เพราะระดับน้ำที่สูงที่สุดในวันแรกที่น้ำมานั้นประมาณ 120 ซม. และวันนี้ประมาณ 100 ซม. ซึ่งเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯชั้นในๆเช่นแถวๆบางซื่อที่น้ำไปปุ๊ปก็แห้งปั๊ปแล้วนั้นใช้เวลานานพอสมควรเลยทีเดียว ทีนี้ไอโชคดีที่ว่านั้นก็คือเค้าไม่ได้ตัดน้ำตัดไฟเรานับว่าโชคดีมาก ( >_< )
1.อาหารและเครื่องดืม
เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารนั้นที่บ้านก็ได้ตระเตรียมข้าวปลาอาหารแห้งพร้อมสำหรับอยู่กินได้ประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อคอยประเมินเหตุการณ์ว่าควรอยู่ต่อไปหรือต้องอพยพ ทีนี่ประเด็นคือพอเรารู้ว่าทีบ้านเรานั้นสามารถใช้น้ำใช้ไฟฟ้าได้แล้วก็เลยอาศัยอยู่ต่อไป สู้ตายคร๊าบ!!! จากนั้นของที่เราเตรียมไว้มันก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ( กินเก่งไปหน่อย เริ่มจะเป็นหมูกันเลยทีเดียว ) นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นหลายเท่าที่มีคนเอาอาหารมาแจก แต่หลังๆก็ไม่ได้ไปรับ ( บางอย่างมันช่างกินยากเหลือเกิน จะหาว่าเรื่องมากก็ยอมนะครับ ) เพราะโลตัสที่พึ่งยามยากของเราก็เปิดให้บริการในส่วนของสโตว์อยู่ ส่วนชั้นล่างๆก็ต้องปิดตัวกันไป ดังนั้นเวลาข้าวของที่ตุนไว้หมดก็ต้องออกไปซื้อกันล่ะครับงานนี้ จะพูดกันตามตรงนะครับ มีอยู่วันหนึ่งได้รับอาหารแจกจำนวนมากๆ ตั้งแต่บ่ายสามโมงมายันสามทุ่มกันเลยครับ ก็เลยแอบสงสัยว่าทำไมเค้าไม่ไปให้ที่อื่นกันบ้าง *o*
2.พาหนะ
ในยามที่น้ำหลากมาถึงกรุงเทพฯแล้วนั้นผมเชื่อว่าหลายๆคนที่บ้านคงไม่ซื้อเรือไว้ใช้อย่างรถยนต์แน่นอน ที่บ้านผมก็เช่นกันเราไม่มีแม้นแต่ความคิดว่าจะต้องซื้อเรือ จนกระทั่ง ( น้อง ) น้ำได้มาเยือนเคาะประตูอย่างไม่ทันตั้งตัว แล้วก็กล่าวทักทายอย่างคนคุ้นเคยกัน Y_Y ทีนี่เราก็ต้องมีเรือไว้ใช้จะให้ลุยน้ำกันทุกวี่ทุกวันก็คงเป็นไปไม่ได้ ไอระดับน้ำแค่น่องหรือเลยหัวเข่ามานิดหน่อยคงไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าสูงกว่านั้นก็คงจะเดินลุยกันไม่ไหวแน่ อาจจะเกิดอันตรายกับน้องฝาแฝดในร่มผ้าของเราก็ได้เลยทีเดียว ( คัน … ไม่รู้เป็นอะไร ฮิฮิ ) แล้วนี่เองก็เป็นครั้งแรกที่เด็กกรุงฯอย่างผมได้พายเรือ เรือที่ได้มานี่เป็นเรือไฟเบอร์ขนาด 4 ที่นั่ง ( ตอนพ่อไปซื้อมาพี่คนขายเค้าบอกแบบนั้น ) แบบเดียวกับในรูปอ่ะครับ

ตอนแรกๆพ่อผมเค้าก็ไม่กล้าให้ผมลงไปพายเรือเล่น ( ขอพ่อไปพายเล่นมาหลายวัน แต่เค้าไม่ยอม ) ทีนี่ก็แอบไปลงเรือเองเลยครับ กลางวันแสกๆ แม่ก็คอยเชียร์ว่าลูกตรูต้องคว่ำแน่ๆ พอขั้นไปนั่งผมก็ไปนั่งพายทางด้านหลังเรือตามหลักสากลครับ ต้องไปนั่งหลังเรือนะจ๊ะ หยิบพายขึ้นมา ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องไปรอบหมู่บ้านให้ได้ ตอนพายแรกๆเรือมันก็ค่อยๆไป สักพักเดียวมันก็หันด้านหน้าเข้าบ้าน เราก็รีบเปลี่ยนด้านพายมันหันออกไป แต่มันทันไรมันก็หัวเข้าบ้านแต่อีกทางหนึ่งกับตอนแรก แม่ก็เลยบอกให้ลงแล้วก็กลับเข้าบ้านเหอะ 555++ แต่ตอนนี้ผมพายได้แล้วครับเพราะพ่อพาไปสอน แล้วประเด็นคือไอเรือไฟเบอร์เนี่ย มันต้องไปนั่งข้างหน้านะครับถ้าจะพายคนเดียว พายตรงฉิ่วแน่นอนครับ
วันนี้ก็แค่นี่ก่อนล่ะกันครับ ติดตามกันต่อไป
1.อาหารและเครื่องดืม
เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารนั้นที่บ้านก็ได้ตระเตรียมข้าวปลาอาหารแห้งพร้อมสำหรับอยู่กินได้ประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อคอยประเมินเหตุการณ์ว่าควรอยู่ต่อไปหรือต้องอพยพ ทีนี่ประเด็นคือพอเรารู้ว่าทีบ้านเรานั้นสามารถใช้น้ำใช้ไฟฟ้าได้แล้วก็เลยอาศัยอยู่ต่อไป สู้ตายคร๊าบ!!! จากนั้นของที่เราเตรียมไว้มันก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ( กินเก่งไปหน่อย เริ่มจะเป็นหมูกันเลยทีเดียว ) นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นหลายเท่าที่มีคนเอาอาหารมาแจก แต่หลังๆก็ไม่ได้ไปรับ ( บางอย่างมันช่างกินยากเหลือเกิน จะหาว่าเรื่องมากก็ยอมนะครับ ) เพราะโลตัสที่พึ่งยามยากของเราก็เปิดให้บริการในส่วนของสโตว์อยู่ ส่วนชั้นล่างๆก็ต้องปิดตัวกันไป ดังนั้นเวลาข้าวของที่ตุนไว้หมดก็ต้องออกไปซื้อกันล่ะครับงานนี้ จะพูดกันตามตรงนะครับ มีอยู่วันหนึ่งได้รับอาหารแจกจำนวนมากๆ ตั้งแต่บ่ายสามโมงมายันสามทุ่มกันเลยครับ ก็เลยแอบสงสัยว่าทำไมเค้าไม่ไปให้ที่อื่นกันบ้าง *o*
2.พาหนะ
ในยามที่น้ำหลากมาถึงกรุงเทพฯแล้วนั้นผมเชื่อว่าหลายๆคนที่บ้านคงไม่ซื้อเรือไว้ใช้อย่างรถยนต์แน่นอน ที่บ้านผมก็เช่นกันเราไม่มีแม้นแต่ความคิดว่าจะต้องซื้อเรือ จนกระทั่ง ( น้อง ) น้ำได้มาเยือนเคาะประตูอย่างไม่ทันตั้งตัว แล้วก็กล่าวทักทายอย่างคนคุ้นเคยกัน Y_Y ทีนี่เราก็ต้องมีเรือไว้ใช้จะให้ลุยน้ำกันทุกวี่ทุกวันก็คงเป็นไปไม่ได้ ไอระดับน้ำแค่น่องหรือเลยหัวเข่ามานิดหน่อยคงไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าสูงกว่านั้นก็คงจะเดินลุยกันไม่ไหวแน่ อาจจะเกิดอันตรายกับน้องฝาแฝดในร่มผ้าของเราก็ได้เลยทีเดียว ( คัน … ไม่รู้เป็นอะไร ฮิฮิ ) แล้วนี่เองก็เป็นครั้งแรกที่เด็กกรุงฯอย่างผมได้พายเรือ เรือที่ได้มานี่เป็นเรือไฟเบอร์ขนาด 4 ที่นั่ง ( ตอนพ่อไปซื้อมาพี่คนขายเค้าบอกแบบนั้น ) แบบเดียวกับในรูปอ่ะครับ
ตอนแรกๆพ่อผมเค้าก็ไม่กล้าให้ผมลงไปพายเรือเล่น ( ขอพ่อไปพายเล่นมาหลายวัน แต่เค้าไม่ยอม ) ทีนี่ก็แอบไปลงเรือเองเลยครับ กลางวันแสกๆ แม่ก็คอยเชียร์ว่าลูกตรูต้องคว่ำแน่ๆ พอขั้นไปนั่งผมก็ไปนั่งพายทางด้านหลังเรือตามหลักสากลครับ ต้องไปนั่งหลังเรือนะจ๊ะ หยิบพายขึ้นมา ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องไปรอบหมู่บ้านให้ได้ ตอนพายแรกๆเรือมันก็ค่อยๆไป สักพักเดียวมันก็หันด้านหน้าเข้าบ้าน เราก็รีบเปลี่ยนด้านพายมันหันออกไป แต่มันทันไรมันก็หัวเข้าบ้านแต่อีกทางหนึ่งกับตอนแรก แม่ก็เลยบอกให้ลงแล้วก็กลับเข้าบ้านเหอะ 555++ แต่ตอนนี้ผมพายได้แล้วครับเพราะพ่อพาไปสอน แล้วประเด็นคือไอเรือไฟเบอร์เนี่ย มันต้องไปนั่งข้างหน้านะครับถ้าจะพายคนเดียว พายตรงฉิ่วแน่นอนครับ
วันนี้ก็แค่นี่ก่อนล่ะกันครับ ติดตามกันต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
งานอดิเรก ของผม
งานอดิเรก ( น. ) งานที่ทำเพื่อความเพลิดเพลิน ตรงกับภาษาญี่ปุ่นว่า 余技 อ่านว่า โยงิ นะครับ ประเด็นคือ ไอเราชาวกรุ๊ปบีทั้งหลายนั้น มักจะมีงานอดิเรกที่ค่อนข้างเยอะมากมากกว่าชาวกรุ๊ปอื่นซะด้วยซ้ำ และมักจะเป็นงานอดิเรกแบบที่คนอื่นเค้าไม่ค่อยทำกัน แต่ชาวเราก็มักจะภูมิใจในงานอดิเรกของเราซะเหลือเกิน จริงไหมครับ
สมัยตอนที่ผมเด็กๆนั้น งานอดิเรกอะไรพวกนี่เนี่ย ไม่รู้จักหรอกครับ ไม่รู้ด้วยว่าจะทำไปทำไม วันๆก็เล่นๆ กินๆ นอนๆ เป็นคุณชายไปวันๆ ( จะว่าขี้เกียจกันก็ได้นะครับ >< จะว่าไปงานขี้เกียจนี่ผมก็เริ่มจะคิดว่ามันเป็นงานอดิเรกที่ผมภูมิใจอย่างหนึ่งเลย ฮ่าๆ ) พอโตมาเรื่อยๆ งานอดิเรกแรกที่ทำก็คือ งานเขียนครับ ตอนนั้นน่าจะสักอายุ 15 - 16 ประมาณนั้น ก็อยากเขียนนิยายแนวแฟนตาซีดู แบบตอนนั้น หนังสือ ไวท์โรด ของดอกเตอร์ป๊อปดังมาก ก็พยายามเขียนอยู่ ผ่านไปสองอาทิตย์ เริ่มเบื่อ ก็เลยเลิกเขียนไปซะดื่อๆ ( คือตัวเองก็ยังงงๆกับเนื้อเรื่องที่ตัวเองเขียน ) ไอตอนที่ก่อนจะเริ่มเขียนเนี่ย ก็มันจะมีการวางแผน ว่าจะมีตัวละครกี่ตัวดี ตัวไหนคาแรกเตอร์ยังไง -.- มองกลับไปตอนนี้รู้สึกว่า สิ้นคิดมาก 555
ทีนี่ก็มาดูงานอดิเรกปัจจุบันบ้างนะครับ นับว่า ณ ขณะนี้มีงานอดิเรกส่วนตัวเยอะมากที่เดียว แถมยังสามารถทำทั้งหมดได้ในวันเดียวอีกต่างหาก ( เอาเวลาไหนไปอ่านหนังสือเรียนว่ะเนี่ยตรู -.- )
B : ตัวเอง เค้าเดินผ่านป้ายโฆษณามือถือ ... ล่ะ สวยดีอ่ะ
O : แล้วยังไงจ๊ะที่รัก
B : เค้าอยากออกแบบแผ่นโฆษณษบ้างจัง เค้าว่าเค้าทำได้นะ
O : เอ่อ ตะเองเค้าว่าตะเองกลับบ้านไปอ่านหนังสือเหอะ
B : ไม่เอาอ่ะ เค้าจะไปหาอุปกรณ์ เด๋วเค้าทำเสร็จเค้าจะเอามาโชว์ บางทีมันอาจจะเป็นงานอดิเรกใหม่เค้าก็ได้นะ
O : เออะๆ อ่อ จะๆ -.-
สมัยตอนที่ผมเด็กๆนั้น งานอดิเรกอะไรพวกนี่เนี่ย ไม่รู้จักหรอกครับ ไม่รู้ด้วยว่าจะทำไปทำไม วันๆก็เล่นๆ กินๆ นอนๆ เป็นคุณชายไปวันๆ ( จะว่าขี้เกียจกันก็ได้นะครับ >< จะว่าไปงานขี้เกียจนี่ผมก็เริ่มจะคิดว่ามันเป็นงานอดิเรกที่ผมภูมิใจอย่างหนึ่งเลย ฮ่าๆ ) พอโตมาเรื่อยๆ งานอดิเรกแรกที่ทำก็คือ งานเขียนครับ ตอนนั้นน่าจะสักอายุ 15 - 16 ประมาณนั้น ก็อยากเขียนนิยายแนวแฟนตาซีดู แบบตอนนั้น หนังสือ ไวท์โรด ของดอกเตอร์ป๊อปดังมาก ก็พยายามเขียนอยู่ ผ่านไปสองอาทิตย์ เริ่มเบื่อ ก็เลยเลิกเขียนไปซะดื่อๆ ( คือตัวเองก็ยังงงๆกับเนื้อเรื่องที่ตัวเองเขียน ) ไอตอนที่ก่อนจะเริ่มเขียนเนี่ย ก็มันจะมีการวางแผน ว่าจะมีตัวละครกี่ตัวดี ตัวไหนคาแรกเตอร์ยังไง -.- มองกลับไปตอนนี้รู้สึกว่า สิ้นคิดมาก 555
ทีนี่ก็มาดูงานอดิเรกปัจจุบันบ้างนะครับ นับว่า ณ ขณะนี้มีงานอดิเรกส่วนตัวเยอะมากที่เดียว แถมยังสามารถทำทั้งหมดได้ในวันเดียวอีกต่างหาก ( เอาเวลาไหนไปอ่านหนังสือเรียนว่ะเนี่ยตรู -.- )
- เล่นเฟส อันนี้ตื่นมาปุ๊ปต้องทำก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ทำขาดใจตายแน่เลย
- ดูหนังออนไลน์
- ฟังเพลงใหม่ๆ โดยเฉพาะเพลงสากล ( ที่ไม่ค่อยฟังเพลงไทยเพราะฟังรู้เรื่อง เลยไม่ค่อยชอบ แหกปากไม่สะใจ )
- เล่น Ukulele อันนี้เพิ่งมาจับยัดในงานอดิเรกเมื่อ อาทิตย์กว่าที่ผ่านมา
- นอนกลางวัน วันไหนไม่ได้นอนนะ จะวีนแตกมากตอนเย็น หน้าบู๊ดอย่างกับตูดลิงเลยทีเดียว
- เรียนภาษาญี่ปุ่น ดูอันนี้มีสาระสุดแล้ว
- อ่านนิยาย จะชอบอ่านนิยายแนว ไซไฟ แฟนตาซี
- ขอไม่บอก ความลับอิอิ
B : ตัวเอง เค้าเดินผ่านป้ายโฆษณามือถือ ... ล่ะ สวยดีอ่ะ
O : แล้วยังไงจ๊ะที่รัก
B : เค้าอยากออกแบบแผ่นโฆษณษบ้างจัง เค้าว่าเค้าทำได้นะ
O : เอ่อ ตะเองเค้าว่าตะเองกลับบ้านไปอ่านหนังสือเหอะ
B : ไม่เอาอ่ะ เค้าจะไปหาอุปกรณ์ เด๋วเค้าทำเสร็จเค้าจะเอามาโชว์ บางทีมันอาจจะเป็นงานอดิเรกใหม่เค้าก็ได้นะ
O : เออะๆ อ่อ จะๆ -.-
วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ตามกระแส ... น้ำท่วม กทม. 2554
แรกเริ่มเดิมที่รอบๆบริเวณที่เราอาศัยอยู่นั้น โดยรอบนั้นได้โดนน้ำท่วมไปหมดแล้ว ตั้งหลายๆวันก่อน ตัวเองก็หลงดีใจว่า กรุรอดแล้วไม่โดนแน่ๆ แต่ก็ได้เตรียมตัวไว้แล้วแหละเป็นการป้องกันอย่างนึง ทีนี่ไอกำแพงรอบหมู่บ้าน ( ความจริงมันเป็นกรมทหารย่านบางเขนล่ะ ) ดันมาแดก ได้ข่าวมาว่าปูนแตกกันเลยทีเดียว ก็ไม่ได้เห็นเองกับตาหลอก แต่ก็คาดเดาได้จากระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เลือดกรุ๊ปบีถูกกระตุ้นต่อมความเป็นตัวเอง ก็เลยหาเรื่องใส่ตัวนิดนึง
ดังนั้นจึงเอาจักรยานซึ่งได้ยกหนีน้ำแล้วนั้น เอาลงลุยน้ำทันที แล้วก็พกไอพอดไปด้วย ก็ปั่นๆไป การปั่นจักรยานธรรมดาๆ ปั่นๆไปบางคนก็มีอาการปวดเมื่อยได้ภายในเวลาไม่นาน แต่ผมนั้นก็ปั่นเล่นแถวๆบ้านอยู่เป็นปกติ ตอนปั่นลงน้ำแรกๆ เห้ยสนุกดี ( ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยปั่นลุยน้ำอ่ะนะครับ ก็บอกแล้วว่าเป็นคุณชายจริงๆ ตอนเด็กๆเห็นเวลาฝนตกน้ำท่วม เด็กๆแถวบ้านชอบเดินลุยน้ำเล่นกัน บางทีก็แอบมาช่วยเราบ้างนะ แต่คุณพ่อคุณแม่นั้นแหละ บอกว่ามันสกปรกอย่างโน้นอย่างนี่ มีไอตัวโน้นตัวนี่ แถมเป็นพวกผิวแพ้ง่ายอีก ก็เลยไม่คิดที่จะเอาขาตัวเองไปโดนน้ำที่ขังจากฝนตกเลยสักครั้ง ) เมื่อปั่นไปพร้อมความสนุก อย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนในช่วงวัยเด็ก ทีนี่น้ำก็เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วดันปั่นไปตรงถนนที่มันต่ำกว่าบริเวณอื่น ทำให้รู้เลยว่าปั่นจักรยานในน้ำนั้นมันแสนจะเหนื่อยมาก เพราะต้องออกแรงมากกว่าปกติหลายเท่าเลยทีเดียว
อย่างที่รู้ๆกันว่าเป็นคุณชาย เกิดที่ กทม.ตั้งแต่กำเนิด ก็เลยไม่เคยเจอน้ำท่วม กทม. มาก่อนก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา ตื่นเต้นแบบคนไม่ปกติ ที่พกไอพอดไปนั้นก็คือจะทำตัวเองให้เป็นคนรายงานข่าว >< ( แอบเขิลนิดนึง 55 ) แต่ปั่นไปก็เหนื่อยแล้ว แถมน้ำเริ่มขึ้นก็เลยได้แต่ถ่ายไปปั่นไป ถึงตอนนี้ก็ภูมิใจแล้วล่ะครับว่าตัวเองได้ตามกระแสน้ำท่วมแล้วเย้ๆ
ดังนั้นจึงเอาจักรยานซึ่งได้ยกหนีน้ำแล้วนั้น เอาลงลุยน้ำทันที แล้วก็พกไอพอดไปด้วย ก็ปั่นๆไป การปั่นจักรยานธรรมดาๆ ปั่นๆไปบางคนก็มีอาการปวดเมื่อยได้ภายในเวลาไม่นาน แต่ผมนั้นก็ปั่นเล่นแถวๆบ้านอยู่เป็นปกติ ตอนปั่นลงน้ำแรกๆ เห้ยสนุกดี ( ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยปั่นลุยน้ำอ่ะนะครับ ก็บอกแล้วว่าเป็นคุณชายจริงๆ ตอนเด็กๆเห็นเวลาฝนตกน้ำท่วม เด็กๆแถวบ้านชอบเดินลุยน้ำเล่นกัน บางทีก็แอบมาช่วยเราบ้างนะ แต่คุณพ่อคุณแม่นั้นแหละ บอกว่ามันสกปรกอย่างโน้นอย่างนี่ มีไอตัวโน้นตัวนี่ แถมเป็นพวกผิวแพ้ง่ายอีก ก็เลยไม่คิดที่จะเอาขาตัวเองไปโดนน้ำที่ขังจากฝนตกเลยสักครั้ง ) เมื่อปั่นไปพร้อมความสนุก อย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนในช่วงวัยเด็ก ทีนี่น้ำก็เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วดันปั่นไปตรงถนนที่มันต่ำกว่าบริเวณอื่น ทำให้รู้เลยว่าปั่นจักรยานในน้ำนั้นมันแสนจะเหนื่อยมาก เพราะต้องออกแรงมากกว่าปกติหลายเท่าเลยทีเดียว
อย่างที่รู้ๆกันว่าเป็นคุณชาย เกิดที่ กทม.ตั้งแต่กำเนิด ก็เลยไม่เคยเจอน้ำท่วม กทม. มาก่อนก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา ตื่นเต้นแบบคนไม่ปกติ ที่พกไอพอดไปนั้นก็คือจะทำตัวเองให้เป็นคนรายงานข่าว >< ( แอบเขิลนิดนึง 55 ) แต่ปั่นไปก็เหนื่อยแล้ว แถมน้ำเริ่มขึ้นก็เลยได้แต่ถ่ายไปปั่นไป ถึงตอนนี้ก็ภูมิใจแล้วล่ะครับว่าตัวเองได้ตามกระแสน้ำท่วมแล้วเย้ๆ
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554
In spiration : แรงบันดาลใจ
หลายๆคนอาจจะเริ่มสงสัย ทำบล็อกทำไม ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวเองก็เคยสงสัยเหมือนกันว่า จะทำไปทำไมว่ะเนี่ย เวลาภายไปกลายเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น ก็เริ่มที่จะสนใจอนาคตของตัวเอง จึงได้เริ่มหาเรื่องราวประสบการณ์จากคนรอบข้างบ้าง รุ่นพี่ อาจารย์ รวมถึงนักเขียนทั้งหลาย ระยะหลังมานี้พบว่าตัวเองอ่านหนังสือนิยายเฉลี่ยสองวันเล่ม ซึ่งส่วนตัวเป็นคนขี้งก *3* มันก็รู้สึกไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ แต่ก็ยังซื้อแล้วอ่านต่อไป ทีนี่ก็อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า ไอบล็อกเนี่ยมีไว้ทำไม เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาเราไปถามอากู๋ ( google.co.th ) ก็จะมีลิงค์ต่างๆมากมาย หนึ่งในลิงค์เหล่านั้นคือลิงค์ของบล็อกของเหล่าบล็อกเกอร์ต่างๆ เราก็เข้าไปอ่าน อ่านก็เริ่ม อืมคนนี้มีประสบการณ์ดีจังเลย คนนี้โน้นชีวิตการถ่ายทอดเรื่องราวน่าสนใจ แต่นี้ก็ยังไม่ถึงกับเป็นแรงบันดาลใจเท่าไหร่ครับ
แรงบันดาลใจจริงๆก็ใกล้ๆช่วงนี้แหละครับ ช่วงที่น้ำกำลังจะท่วม กทม. ก็เบื่อๆเซงๆระหว่างรอน้ำเข้าบ้านก็เลยไปเดินแล่นโลตัสแถวบ้าน เข้าไปในร้าน SE-ED แล้วช่วงนี้ก็สนใจพวกภาษาญี่ปุ่น ก็เลยแวะเข้าไป ก็ไปพบกันหนังสือ ที่มีชื่อว่า ญี่ปุ่น ชะช่าช่า ผมก็หยิบมาอ่าน ตอนแรกก็ดูๆ แล้วก็วาง หยิบมาดูอีกที เห้ยน่าสนใจนะ >< กำลังอยากลองไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นบางอะไรบาง ( ถ้ามีโอกาส ) ก็หยิบไปจ่ายค่าหนังสือ แล้วรีบกลับบ้านมา แต่ด้วยความที่เฟสบุ๊คมันน่าสนใจกว่าก็ได้วางหนังสือเล่มนั้นไว้เฉยๆ 555
ผ่านไป 1 วันเริ่มไม่มีอะไรทำ นึกขึ้นได้ว่า กรูซื้อหนังสือมาใหม่นี่หว่า ( ของเก่าที่ยังไม่ได้อ่านอีกแยะ รวมของที่ขโมยแฟนมาด้วย อิอิ ) ก็เลยหยิบมาอ่านดู ความรู้สึกแรกที่อ่านจบไปตอนหนึ่ง คิดได้ว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดจริงๆ โอเคเอาล่ะทีนี่เข้าเรื่องแรงบันดาลใจต่อ ก็อ่านไปพบกับตอนที่เกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดนี่แหละครับ ก็มีความสนใจขึ้นมาเพราะสาขาที่เรียนอยู่ก็เรียนแนววิทยาศาสตร์อ่านะครับ ระหว่างเรียนก็เกิดอาการเพ้อเจ้อ ไปเองว่า " กรุ๊ปเลือดนั้นถูกกำหนดมาโดยยีน แสดงว่ายีนก็เป็นแหละที่ทำให้เราแสดงนิสัยของเราออกมา แน่เลยตามทฤษฏี " อันนี้คือตอนนั้น พอมาอ่านจากหนังสือที่ซื้อมาก็พบว่าคนญี่ปุ่นเชื่อเรื่องพวกนี่จริงๆ เราก็เชื่อ ก็เลยเกิดความคิดอยากจะเอานิสัยตัวเองมาเล่าถ่ายทอดให้คนอื่นบ้าง แล้วจะได้รู้ว่าชาวกรุ๊ปบี จริงๆแล้วจะมีนิสัยเหมือนกันจริงๆไหมน้า หุหุ -.-
และตอนนี้ก็เปลี่ยน blog ตัวเองไปมาไม่ลงตัวซะทีก็เลยเอาง่ายๆและกันทำให้มันง่ายที่สุด ก็แค่เขียนเล่าประสบการณ์ตัวเอง ใครอยากจะอ่านก็ยินดีครับ ถ้าไม่มีใครอ่านไม่เป็นไร เก็บไว้อ่านเอง อิอิ
แรงบันดาลใจจริงๆก็ใกล้ๆช่วงนี้แหละครับ ช่วงที่น้ำกำลังจะท่วม กทม. ก็เบื่อๆเซงๆระหว่างรอน้ำเข้าบ้านก็เลยไปเดินแล่นโลตัสแถวบ้าน เข้าไปในร้าน SE-ED แล้วช่วงนี้ก็สนใจพวกภาษาญี่ปุ่น ก็เลยแวะเข้าไป ก็ไปพบกันหนังสือ ที่มีชื่อว่า ญี่ปุ่น ชะช่าช่า ผมก็หยิบมาอ่าน ตอนแรกก็ดูๆ แล้วก็วาง หยิบมาดูอีกที เห้ยน่าสนใจนะ >< กำลังอยากลองไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นบางอะไรบาง ( ถ้ามีโอกาส ) ก็หยิบไปจ่ายค่าหนังสือ แล้วรีบกลับบ้านมา แต่ด้วยความที่เฟสบุ๊คมันน่าสนใจกว่าก็ได้วางหนังสือเล่มนั้นไว้เฉยๆ 555
ผ่านไป 1 วันเริ่มไม่มีอะไรทำ นึกขึ้นได้ว่า กรูซื้อหนังสือมาใหม่นี่หว่า ( ของเก่าที่ยังไม่ได้อ่านอีกแยะ รวมของที่ขโมยแฟนมาด้วย อิอิ ) ก็เลยหยิบมาอ่านดู ความรู้สึกแรกที่อ่านจบไปตอนหนึ่ง คิดได้ว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดจริงๆ โอเคเอาล่ะทีนี่เข้าเรื่องแรงบันดาลใจต่อ ก็อ่านไปพบกับตอนที่เกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดนี่แหละครับ ก็มีความสนใจขึ้นมาเพราะสาขาที่เรียนอยู่ก็เรียนแนววิทยาศาสตร์อ่านะครับ ระหว่างเรียนก็เกิดอาการเพ้อเจ้อ ไปเองว่า " กรุ๊ปเลือดนั้นถูกกำหนดมาโดยยีน แสดงว่ายีนก็เป็นแหละที่ทำให้เราแสดงนิสัยของเราออกมา แน่เลยตามทฤษฏี " อันนี้คือตอนนั้น พอมาอ่านจากหนังสือที่ซื้อมาก็พบว่าคนญี่ปุ่นเชื่อเรื่องพวกนี่จริงๆ เราก็เชื่อ ก็เลยเกิดความคิดอยากจะเอานิสัยตัวเองมาเล่าถ่ายทอดให้คนอื่นบ้าง แล้วจะได้รู้ว่าชาวกรุ๊ปบี จริงๆแล้วจะมีนิสัยเหมือนกันจริงๆไหมน้า หุหุ -.-
และตอนนี้ก็เปลี่ยน blog ตัวเองไปมาไม่ลงตัวซะทีก็เลยเอาง่ายๆและกันทำให้มันง่ายที่สุด ก็แค่เขียนเล่าประสบการณ์ตัวเอง ใครอยากจะอ่านก็ยินดีครับ ถ้าไม่มีใครอ่านไม่เป็นไร เก็บไว้อ่านเอง อิอิ
---------------------------------------------------------------------------
หนังสือ ญี่ปุ่น ชะช่าช่า ของคุณ อริสรา ฮายาชิ
นอกจากนี้ ก็มีเล่มก่อนหน้านี้ และก็เล่มต่อจากนี้ แต่เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ซื้อ
แล้วก็ให้แรงบันดาลใจ
ขอบคุณ คุณพี่ อริสรา ฮายาชิ ด้วยนะครับ
ป้ายกำกับ:
กรุ๊ป บี,
ญี่ปุ่น ชะช่าช่า,
อริสรา,
ฮายาชิ
| ปฏิกิริยา: |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
